สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
 สุราษฎร์ธานี เขต ๓
   Suratthani Education Primary Service Area Office 3

 
หมวดหมู่ข่าว :
หน่วยตรวจสอบภายใน
 


   
 
ความรู้เกี่ยวกับการทุจริต
 
ลงประกาศเมื่อ : อังคาร ที่ 3 เดือน เมษายน พ.ศ.2555
เปิดอ่านแล้ว : 3207  ครั้ง    Bookmark and Share
 


การทุจริต” เป็นภัยร้ายแรงสำคัญที่ทำลายความมั่นคงของชาติ รัฐบาลจึงมีนโยบายว่าจะสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ พร้อมทั้งพัฒนาความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของประชาชนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตลอดจนสนับสนุนการสร้างค่านิยมของสังคมให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตและถูกต้องชอบธรรม

 

ความหมายเกี่ยวกับการทุจริต
คำว่า “ทุจริต” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(1) หมายถึง “เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น”

คำว่า “ทุจริตต่อหน้าที่” ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 หมายถึง “การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่ง หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น”

 


 

รูปแบบการทุจริต
การทุจริตในวงราชการมีหลายรูปแบบ เช่น
1. ฝ่าฝืน หลีกเลี่ยง หรือบิดเบือนระเบียบแบบแผน หรือกฎข้อบังคับ
2. จูงใจ เรียกร้อง บังคับ ข่มขู่ หน่วงเหนี่ยว กลั่นแกล้ง หรือหาประโยชน์ใส่ตน/พวก
3. การสมยอม รู้เห็นเป็นใจ เพิกเฉย ละเว้นการกระทำในการที่ต้องปฏิบัติ หรือรับผิดชอบ ตามหน้าที่
4. ยักยอก เบียดบังซึ่งทรัพย์สินของราชการ
5. ปลอมแปลง/กระทำใด ๆ อันเป็นเท็จ
6. มีผลประโยชน์ร่วมในกิจการบางประเภทที่สามารถใช้อำนาจหน้าที่ของตนบันดาลประโยชน์ได้

 

มูลเหตุการทุจริต
การทุจริตในวงราชการมีมูลเหตุหลายประการ เช่น
1. เจ้าหน้าที่ขาดคุณธรรมและจริยธรรม
2. ขาดกลไกในการลงโทษและการบังคับใช้กฎหมาย
3. ขาดการตรวจสอบ และการควบคุม กำกับ ดูแล
4. เจ้าหน้าที่ได้รับค่าตอบแทน/เงินเดือน ไม่พอกับการครองชีพ และมีปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ
อบายมุข
5. สภาพการทำงานเปิดโอกาส เอื้ออำนวยต่อการกระทำทุจริต กระบวนการปฏิบัติงานมีช่องโหว่
 


สถานการณ์การทุจริต
จากการเปิดเผยขององค์กรสากลอิสระต่อต้านการคอรัปชั่นทั่วโลก (Transparency International
หรือ TI) ซึ่งเป็นองค์กรที่ต่อสู้กับการคอรัปชั่นเพื่อให้สังคมโลกปราศจากการคอรัปชั่น ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1993 มีบทบาทในการพัฒนาและเคลื่อนไหวในการต่อต้านการคอรัปชั่นทั่วโลกโดยมีสมาชิกประเทศที่เข้าร่วมกว่า 180 ประเทศทั่วโลก มีสมาชิกจากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ธุรกิจ และสื่อมวลชน ที่ประสานงานกันในการเก็บข้อมูลและจัดอันดับการคอรัปชั่น

พบว่าในปี 2552 ประเทศที่มีการคอรัปชั่น หรือใช้อำนาจในทางที่ผิดน้อยที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.นิวซีแลนด์ 2.เดนมาร์ค 3.สิงคโปร์ 4.สวีเดน 5 สวิสเซอร์แลนด์ สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 84 จาก 180 ประเทศทั่วโลก มีคะแนน 3.4 จากคะแนนเต็ม 10 รายงานพบว่าประเทศไทยมีการคอรัปชั่นในด้านการเมืองเป็นส่วนใหญ่ สำหรับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย ที่มีคะแนนต่ำที่สุดคือ พม่า 1.4 คะแนน จากผลการจัดอันดับโดยทั่วไปแสดงให้เห็นว่าประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจในระดับสูงมักจะอยู่ในอันดับที่ดีกว่าประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่น้อยกว่า

ผลการจัดอันดับดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี พ.ศ. 2553 โดยจัดอันดับจากผลสำรวจของสำนักโพลล์ต่างๆ จำนวน 13 แห่ง ในช่วงปี พ.ศ 2552 ถึง 2553 พบว่า ประเทศไทยได้ 3.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน อยู่อันดับที่ 78 จากการจัดอันดับทั้งหมด 178 ประเทศทั่วโลก และอยู่อันดับที่ 9 จาก 23 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ประเทศที่มีการคอรัปชั่น หรือใช้อำนาจในทางที่ผิดน้อยที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.นิวซีแลนด์ 2.เดนมาร์ค 3.สิงคโปร์ 4.สวีเดน 5.สวิสเซอร์แลนด์ 6.ฟินแลนด์ 7.เนเธอร์แลนด์ 8.ออสเตเรีย 9.แคนาดา 10.ไอซ์แลนด์ จากผลการค้นคว้ารายงานว่าประเทศไทยมีการคอรัปชั่นในด้านการเมืองเป็นส่วนใหญ่ของการคอรัปชั่น ซึ่งส่งผลมวลรวมถึงด้านอื่นๆ ไปด้วย

Tl ชี้ว่าประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกคือกลุ่มที่มีการทุจริตมากที่สุด ในขณะเดียวกันประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาการคอรัปชั่นมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งรวมถึงกรีซ อิตาลีและสหรัฐอเมริกา
ผลกระทบของปัญหาการคอรัปชั่นกระจายไปทุกส่วนของสังคมและบั่นทอนการทางานเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญอื่นๆของโลกทั้งการรับมือกับภาวะโลกร้อนและการลดปัญหาความยากจนซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ

 

 

แนวโน้มการทุจริตของประเทศไทย
คดีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต-แห่งชาติ เช่น ทุจริตทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุจริตการจัดทำบริการสาธารณะ ทุจริตการก่อสร้างสถานที่ราชการ ทุจริตการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ โดยมีผู้กระทำผิด คือ ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานรัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน รวมทั้งผู้ดำรงตาแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นซึ่งมีปริมาณเพิ่ม

มากขึ้น สำหรับปัญหาการทุจริตที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ตรวจสอบพบมากที่สุดขณะนี้ คือ การคอรัปชั่นเชิงนโยบายและผลประโยชน์ทับซ้อน โดยออกกฎหมายมารองรับในลักษณะถูกกฎหมายแต่ขัดกับผลประโยชน์สาธารณะ เช่น มีการตั้งบริษัทและเสนอโครงการเพื่อทำสัญญากับตนเองซึ่งเป็นนักการเมือง และจากการทำวิจัยเรื่องสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทยของ ป.ป.ช. พบว่านักธุรกิจมีการจ่ายเงิน 1-2 % ของรายรับจากธุรกิจ เพื่อต้องการได้รับใบอนุญาต การติดต่อเสียภาษี ความสะดวกสบายในการอนุมัติโครงการ การทุจริตที่สังคมไทยเผชิญอยู่ในขณะนี้คือการทุจริตเชิงนโยบายหรือผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นการคอรัปชั่น ที่บางครั้งถูกกฎหมายแต่ผิดหลักประโยชน์ของสาธารณะและหลักจริยธรรม

 

 

แนวโน้มการทุจริตของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
จากข้อมูลการลงโทษข้าราชการของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรณีทุจริตต่อหน้าที่ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2550-2552 พบว่ามีจำนวนผู้ถูกลงโทษไล่ออกและปลดออกจากราชการ จำนวน 37 คน (ปี 2550 =14 คน ปี 2551= 16 คน ปี 2552= 7 คน) โดยส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าหน้าที่ของสถานีอนามัยและโรงพยาบาลชุมชนที่ปฏิบัติงานด้านการเงิน สาหรับความเสียหายจากการทุจริตระหว่างปี 2549-2552 เป็นเงินจำนวน 62,983,278.81 บาท และในปี 2552 จำนวน 6,643,628.07 บาท สำหรับการลงโทษในปี 2553 ขณะนี้มีจำนวน 7 คน ซึ่งยังมีจำนวนเท่ากับปีที่ผ่านมา สำหรับหน่วยงานที่มีการทุจริตมาก คือ สถานีอนามัย และโรงพยาบาลชุมชน และส่วนมากเป็นเจ้าหน้าที่ในระดับ 4-6 โดยมีพฤติกรรม เช่น

1. เช็ค/ใบถอนเงิน มีการลงนามโดยผู้มีสิทธิเบิกถอนหรือลงนามในเช็คแต่ไม่ได้กรอกชื่อและจำนวนเงินจากนั้นก็มีการเติมจำนวนเงินยักยอกเงินไป หรือมีการเขียนเช็คผิดระเบียบแล้วเติมจำนวนเงินเพิ่มในภายหลังแล้วยักยอกเงินไป มีการแก้ไขจำนวนเงินหรือชื่อผู้รับเงินมีการปลอมมือผู้มีอำนาจลงนามเบิกถอนหรือลงนามในเช็คแล้วเบิกเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว

2. มีการออกเช็คโดยไม่ได้ตกลงกับธนาคารให้โอนเงินระหว่างบัญชี

3. ถอนเงินราชการนำไปใช้ในเรื่องส่วนตัวโดยไม่มีหลักฐานการใช้จ่ายในราชการ

4. รับเงินแล้วเขียนใบเสร็จรับเงินต้นฉบับและสำเนาไม่ตรงกัน แล้วยักยอกเงินส่วนต่าง

5. ทำหลักฐานซื้อ/จ้าง หรือการอบรม ประชุม สัมมนา หรือการเดินทางไปราชการ เป็นเท็จแล้วเบิกเงินนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว

6. เขียนใบเสร็จรับเงินเท็จหรือปลอมใบตรวจรับพัสดุและการจ้างแล้วดำเนินการเบิกจ่ายเงิน

7. รับเงินแล้วไม่นำเข้าบัญชีของทางราชการ

8. นำเอกสารเกี่ยวกับการเงินที่เบิกจ่ายเงินไปแล้ว นำมาหมุนเวียนเบิกจ่ายซ้าอีกครั้ง

 

การตรวจสอบและป้องกันการทุจริต

1. มีการส่งเสริม ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึก จริยธรรมคุณธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต

2. มีการป้องกันและเฝ้าระวังเหตุการณ์และพฤติกรรมที่อาจเป็นภัยต่อการทุจริตและประพฤติมิชอบ เช่น มีการตรวจสอบภายใน หรือควบคุมภายใน อย่างเข้มงวดและจริงจัง

3. มีการจัดการกรณีมีการทุจริตที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น มีการสอบสวนลงโทษทั้งทางอาญาและทางวินัยอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

4. มีการประชาสัมพันธ์ราชการใสสะอาด เผยแพร่ให้ความรู้เรื่องการทุจริตและโทษที่จะได้รับ

5. มีการสร้างเครือข่ายราชการใสสะอาด เฝ้าระวังการทุจริตโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและภาคประชาชนร่วมมือกัน เช่น แจ้งเบาะแสการทุจริตของเจ้าหน้าที่ให้ทาการตรวจสอบ

 

ความผิดของผู้ที่กระทำการทุจริต
การทุจริต นั้น อาจทุจริตเป็นตัวเงินหรือเป็นประโยชน์อย่างอื่นก็ได้ ผู้ที่ทำความผิดจะต้องได้รับโทษทางอาญา เช่น มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 157 ดังนี้

มาตรา 147 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท”

มาตรา 157 บัญญัติว่า " ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

สาหรับความผิดทางวินัยของผู้ทุจริต พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 85(1) บัญญัติไว้ว่า “การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต” เป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง” ความผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ คณะรัฐมนตรีได้มีมติควรให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ถูกลงโทษไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ

สำหรับความผิดวินัยอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับการทุจริตดังกล่าว มีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ

1. มีหน้าที่ราชการที่จะต้องปฏิบัติ หน้าที่ราชการ นั้น อาจเกิดจากกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หรือตามที่ได้รับมอบหมายก็ได้

2. ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต
การปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการจะต้องเป็นกรณีที่จงใจหรือเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตน ไม่ใช่เป็นเรื่องพลั้งเผลอ หลงลืม หรือเข้าใจผิด คำว่า “ โดยทุจริต” หมายถึง เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งการแสวงหาประโยชน์ดังกล่าวนั้น อาจเป็นเงินทอง สิ่งของ หรือจะเป็นการได้รับบริการ ก็ได้ ทั้งนี้ โดยจะต้องเป็นประโยชน์ที่ไม่ควรได้หรือไม่มีสิทธิที่จะได้รับโดยชอบธรรมหรือชอบด้วยระเบียบหรือกฎหมาย ไม่ว่าตนเองหรือผู้อื่นจะได้ประโยชน์ดังกล่าวก็ตาม

 

ขออัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ดังนี้
“..ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียว ก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าไม่ทุจริต สุจริต และมีความตั้งใจ มุ่งมั่นสร้างความเจริญก็ขอให้ต่ออายุได้ถึง 100 ปี ส่วนคนไหนที่มีอายุมากแล้ว ขอให้แข็งแรง ความสุจริตจะทำให้ประเทศไทยรอดพ้นอันตราย... ” “...ภายใน 10 ปี เมืองไทยน่าจะเจริญ ข้อสำคัญ คือ ต้องหยุดการทุจริตให้สำเร็จ และไม่ทุจริตเสียเอง...”

 

การทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นมะเร็งร้ายของระบบราชการไทยและเป็นภัยต่อประเทศชาติ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชนหรือภาคเอกชน จะต้องร่วมมือกันในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การกำหนดช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริต การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ของเจ้าหน้าที่ในสังกัด เพื่อให้ทุกฝ่ายได้แจ้งเบาะแสและร่วมมือกันในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เมื่อได้รับแจ้งแล้ว จะดำเนินการตรวจสอบ สืบสวนสอบสวน และลงโทษ ผู้ที่กระทำความผิดตามกฎหมายต่อไป

 

บทความในตอนต่อไป จะนำเสนอวิธีการป้องกันการทุจริตที่สามารถนำไปใช้ได้กับการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะด้านการเงินและบัญชี ซึ่งเป็นงานที่มีโอกาสเกิดการทุจริตได้สูง หากมีการควบคุมการปฏิบัติงานที่เหมาะสมเพียงพอแล้ว ก็ย่อมจะทำให้โอกาสเกิดการทุจริตคอรัปชั่นลดลงได้

...โปรดติดตามตอนต่อไปเร็วๆ นี้...

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- กลุ่มเสริมสร้างวินัยและระบบคุณธรรม สำนักบริหารกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
- องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย
http://www.transparency-thailand.org

จากบทความตอนที่ 1 ได้กล่าวถึงภาพรวมของการทุจริตทั้งในเรื่องของความหมาย รูปแบบ มูลเหตุ สถานการณ์และแนวโน้มการทุจริตในประเทศไทยไปแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกองค์กร และนำมาซึ่งความเสียหายทั้งในด้านทรัพย์สินและชื่อเสียงขององค์กร เนื่องจากการทุจริตโดยส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากการปฏิบัติงานประจำ การควบคุมและการกำกับดูแลให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ หรือแนวทางปฏิบัติ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่สำคัญในการช่วยลดโอกาสการทุจริตได้

 


วิธีการป้องกันการทุจริต
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า วิธีการป้องกันการทุจริตในกิจการต่างๆ นั้น ปัญหาสำคัญที่น่าจะได้พิจารณาก็คือ ระบบการควบคุมภายใน ระบบนี้หมายถึงแผนจัดแบ่งส่วนงานและวิธีปฏิบัติงานที่ประสานกัน ซึ่งใช้ปฏิบัติเพื่อดูแลรักษาทรัพย์สินของกิจการ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและเชื่อถือได้ของรายละเอียดทางบัญชี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงาน และเพื่อส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามนโยบายที่ผู้บริหารได้วางไว้

 

การวางวิธีป้องกันการทุจริต คือการนำเอาระบบการควบคุมภายในที่ดีเข้ามาใช้ ได้แก่

1. การแบ่งแยกหน้าที่ หน่วยงานที่มีขนาดใหญ่ ฝ่ายบริหารไม่สามารถควบคุมงานทุกด้านได้ด้วยตนเอง จึงจำเป็นต้องมีการแบ่งแยกหน้าที่การดูแลรักษาทรัพย์สิน ระหว่างการดำเนินงานฝ่ายหนึ่งกับการบัญชีอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่นำทรัพย์สินเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ตลอดจนเพื่อทราบปริมาณทรัพย์สินซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีจึงต้องเป็นบุคคลอื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาทรัพย์สินและการดำเนินงาน

2. การแบ่งแยกความรับผิดชอบ ควรกำหนดความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่แต่ละคนให้ชัดเจนตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ปัดความรับผิดชอบไปยังผู้อื่น เมื่อมีการกำหนดความรับผิดชอบแน่นอนแล้ว เจ้าหน้าที่แต่ละคนย่อมใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติงานของตน

3. วิธีปฏิบัติงานที่ดี เมื่อได้มีการแบ่งแยกหน้าที่และความรับผิดชอบแล้ว วิธีปฏิบัติงานที่ดีเป็นสิ่งสาคัญที่จะต้องนามำพิจารณาคือ จะต้องดูว่าได้มีการปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายดีเพียงไรหรือไม่ เช่น พนักงานพัสดุ เมื่อได้รับหรือจ่ายพัสดุแล้วจะต้องลงนามในเอกสารประกอบ และทะเบียนคุมต่างๆ
นอกจากนั้น ควรมีการสอบทานงานที่ทำโดยอีกบุคคลหนึ่งเป็นประจำเพื่อเป็นการยืนยันว่าได้มีการปฏิบัติงานแล้วโดยถูกต้อง

4. การดูแลรักษาทรัพย์สินอย่างเหมาะสม มีการป้องกันการโจรกรรม การยักยอกไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว การรักษาทรัพย์สินไม่ให้เกิดความเสียหายก่อนเวลาอันควร และการประกันภัยทรัพย์สินที่มีค่า

5. การใช้เจ้าหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารต้องพิจารณามอบหมายหน้าที่ให้กับเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับงาน จะทำให้ผลงานมีประสิทธิภาพ

 

ในทางปฏิบัติ นอกเหนือจากการวางระบบควบคุมภายในที่ดีแล้ว ยังมีข้อที่ถือปฏิบัติ ดังนี้

 

การเงินและบัญชี

1. ให้ถือว่า บรรดาเงินรายรับ รายจ่าย ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอยู่ใน
ความรับผิดชอบของหัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ ที่จะต้องชดใช้ในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นตามกฎหมายข้อบังคับและรายละเอียดแบบแผนซึ่งกำหนดไว้

2. ให้ทุกหน่วยงานจัดให้มีที่เก็บเงินและเอกสารการเงินที่มั่นคงตามสมควร ห้ามมิให้ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินเก็บเงินของหน่วยงานไว้นอกที่เก็บเงินของหน่วยงาน

3. ให้ผู้บังคับบัญชาดูแลและตรวจตราเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ให้ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนที่หน่วยงานกำหนดไว้โดยเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเงินเข้าและออกจากตู้นิรภัย กรรมการผู้ถือกุญแจจะต้องไปร่วมตรวจด้วยทุกครั้ง

4. ให้แต่ละหน่วยงานจัดเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบบ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่าเจ้าหน้าที่การเงินและเจ้าหน้าที่บัญชีได้ปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับที่ได้วางไว้หรือไม่

5. กำหนดแบ่งแยกความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงานแต่ละคน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่การเงิน เจ้าหน้าที่บัญชี เจ้าหน้าที่พัสดุ จะต้องไม่เป็นบุคคลคนเดียวกัน

6. เจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวกับการเงิน ควรจะมีการกำหนดหลักประกันความเสียหายให้เพียงพอ ซึ่งอาจจะเป็นตัวเงินหรือหลักทรัพย์อื่นๆ ตามที่เห็นสมควร

7. มีการประมวลคู่มือข้อบังคับและระเบียบที่ใช้เกี่ยวกับการปฏิบัติงาน และจัดให้มีการอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อให้เข้าใจในระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการเงิน หรือเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้บรรยายในโอกาสอันสมควรเป็นครั้งคราว

8. เมื่อมีการทุจริตเกิดขึ้น ให้พิจารณาลงโทษให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของหน่วยงานโดยเคร่งครัด และรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ

9. จัดให้มีแบบพิมพ์ที่เกี่ยวกับการเงิน โดยมี เลขที่ เล่มที่ พิมพ์ไว้แล้วโดยลำดับและมีการจัดทำทะเบียนคุมรับจากที่ใดตั้งแต่เล่มที่และเลขที่เท่าใด จ่ายให้ที่ใด เล่มที่และเลขที่เท่าใด

10. ในกรณีที่ยกเลิกหรือใช้แบบพิมพ์ที่เกี่ยวกับการเงิน ต้องเก็บไว้ให้ตรวจสอบได้

11. วางระเบียบให้ผู้เก็บเงินนำส่งเงินที่เก็บได้พร้อมหลักฐานการเกิดหนี้ ใบเสร็จรับเงินที่ยังเก็บไม่ได้ ส่งผู้มีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อทำการตรวจสอบเป็นประจำวัน

12. ไม่ควรให้ทาการขูดลบรายการในบัญชีและเอกสารเกี่ยวกับการเงิน และไม่ควรจ่ายเงินตามใบรับเงินที่มีรอยขูดลบ

 

การปราบปราม
การทุจริตในหน่วยงานจะยืดเยื้อหรือหมดไปนั้นขึ้นอยู่ที่ผู้บริหาร ซึ่งถ้าได้หาทางป้องกันกวดขันและพิจารณาลงโทษกันจริงจังให้สมกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นการปราบปรามการทุจริตให้หมดสิ้นไป ในการปราบปรามน่าจะได้กระทำดังนี้

1. ออกกฎหมายพิเศษ เช่น หากพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในหน่วยงาน ให้ถือเป็นหน้าที่ของผู้บริหารหน่วยงานผู้ควบคุมที่จะต้องรับผิดชอบ และตกเป็นจำเลยร่วมในกรณีที่ต้องชดใช้จำนวนเงินที่เสียหาย โดยถือว่าเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่

2. การบรรจุเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะในชั้นหัวหน้าจะต้องสอบประวัติความเป็นมาและการทำงานว่ามีความซื่อสัตย์ และมีสมรรถภาพเพียงใด ถ้าเป็นตำแหน่งเกี่ยวกับการเงินควรต้องมีประกันตามสมควร

3. รายชื่อพนักงานผู้กระทำหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริต หากปรากฏว่ามีขึ้น ให้มีหนังสือเวียนแจ้งชื่อบุคคลนั้นพร้อมทั้งเล่าพฤติการณ์ที่กระทำเวียนให้ทุกหน่วยงานทราบ

4. หากเกิดกรณีทุจริตขึ้นในหน่วยงานใด ต้องรายงานผลการดำเนินคดีจนถึงที่สุดให้ผู้บริหาร
ระดับเหนือขึ้นไปทราบ

5. เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่ต้องสอดส่องความประพฤติและความเป็นอยู่ของ
ผู้ปฏิบัติงานทุกคน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีและพัสดุ ว่ามีความเป็นอยู่พอควรแก่ฐานะ
หรือร่ำรวยผิดปกติ มีหนี้สินรุงรัง ชอบอบายมุขหรือไม่

6. กำหนดให้มีการตรวจสอบภายในเป็นประจำ

7. ให้ผู้สอบบัญชีรายงานถึงการดำเนินงานด้วย
นอกจากเนื้อหาที่ได้นำเสนอไปแล้วข้างต้น บทความฉบับหน้าจะเพิ่มเติมในรายละเอียดการควบคุม
ภายในที่เกี่ยวกับเงินสด พร้อมทั้งตัวอย่างแนวปฏิบัติการควบคุมภายในด้านการเงิน

ที่มา: เว็บไซต์ศูนย์บริหารความเสี่ยง ม.มหิดล

 


 
 
[ข่าวในหมวดเดียวกัน]

เงินรายได้สถานศึกษา 7พ.ย.2560
ประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียน 7พ.ย.2560
พระราชกฤษฎีกา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2560 7พ.ย.2560
ความรู้เกี่ยวกับการทุจริต 3เม.ย.2555
Home     เกี่ยวกับเรา     News     Download     Contact us     Admin
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 ม. 1 ต.เวียงสระ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี 84190
โทรศัพท์ 077361658, 077364127, 077364131, 077364111 สายตรงกลุ่มนโยบายและแผน 077364128
โทรสาร 077364129
Update by Anocha Nong 080-1474674